Great Himalaya Note16 “I did not conquer anything but myself” : 28/5/2017

Great Himalaya Note16 “I did not conquer anything but myself” : 28/5/2017 วันที่50(หลังจบการแข่งขัน2วันเต็ม) @Simikot 3000m
Great Himal Race 2017 (Kanchenjunga to Hilsa)
for Chaiyapruk Orphan Children Home Foundation :
www.facebook.com/ChaiyaprukFoundation

การเดินทางด้วยสองเท้า เริ่มต้นการแข่งขันเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2017 จาก Kanchenjunga Base Camp (5,200m) ที่เป็นชายแดนฝั่งตะวันออกของเนปาล ตามแนวเทือกเขาหิมาลัย ข้าม pass ที่สูงกว่า 5,000m มากมาย มาจนถึง หมู่บ้าน Hilsa (3,650m) ชายแดนฝั่งตะวันตก รวมระยะทางประมาณ 1,600km ไต่ความสูงสะสมประมาณ 83,000m
จบลงเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม เวลา 15:00น. รวมใช้เวลาในการเดินทาง 48วัน หากเอาเวลาที่ใช้แต่ละวันมารวมกันที่ผมบันทึกไว้คร่าวๆ ก็ประมาณ 500ชั่วโมงครับ (รวมเวลา lunch break & tea breaks many times 🙂

ผมปล่อยเวลาให้ผ่านไปสองวัน โดยไม่ได้คิดถึงเรื่องราวของการเดินทางที่ผ่านมาที่อาจถือได้ว่าเป็นความสำเร็จ ไม่ได้จดบันทึก ไม่ได้พูดถึงใน vdo clip ของกล้อง GoPro ที่ผมบันทึกไว้ทุกวัน

ในวันนั้น (26 พ.ค.) ผมเพียงส่งข้อความผ่านดาวเทียมเป็นภาษาอังกฤษเพื่ออธิบายความรู้สึกตอนนั้นจริงๆ ว่า “ใน 48วัน ผมไม่ได้รู้สึกเลยว่า ผมสามารถพิชิตหรือทำอะไรสำเร็จเลย นอกจากการพิชิตใจและร่างกายตัวเอง”

อาจเป็นรายการแรกที่ผมวิ่งถือธงชาติไทยเข้าสู่ Finish line พร้อมกับน้ำตา จริงๆ ผมเริ่มน้ำตาไหลพราก​ ตั้งแต่สองสามกิโลเมตร ที่ผมมองเห็นเส้ึนทางคดเคี้ยวทอดยาวลงไปถึงหมู่บ้าน แต่ก็ต้องรีบดึงสติกลับมาทันที เพราะไม่อยากประมาทกับเส้นทางที่เหลืออยู่ (เส้นทางที่นี่กับสภาพร่างกายของผม ถือว่ามีความเสี่ยงแทบจะทุกก้าวครับ)

ที่หมู่บ้าน Hilsa ไม่มีใครคอยต้อนรับ ไม่มีใครรับรู้ ณ ตอนนั้นว่าผมไปถึง ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ต ไม่มีใครมาถามความรู้สึกที่เส้นชัยเหมือนทุกครั้ง
แน่นอนว่าดีใจและภูมิใจมากครับโดยเฉพาะในฐานะคนไทย ที่ทำได้สำเร็จ แต่อีกหนึ่งความรู้สึกคือ ผมไม่ได้รู้สึกว่าเป็นผู้ชนะหรือพิชิตอะไรได้ แต่รู้สึกคล้ายกับว่า ตัวเองเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิต (Survivor) จากความยิ่งใหญ่ของหิมาลัย และ ด้วยความปราณีของธรรมชาติ

ผมเป็นคนที่ไม่เชื่อเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ความเชื่อ พิธีกรรมต่างๆ (ที่มีคนปรุงแต่งขึ้นมา) แต่ในช่วงเกือบสองเดือนที่ผ่านมา มีเรื่องราวมากมายหลายสถานการณ์ที่อธิบายได้ยาก​ นอกจากบอกว่า ผมโชคดีเหลือเกิน 🙂
คงได้กลับไปเล่ากันยาวครับ

ย้อนกลับไปนิดถึงวันที่ 24 พ.ค. แค่สองวันก่อนจะจบ เป็นช่วงเวลาที่เริ่มมีความมั่นใจ ที่เป็นสาเหตุแห่งความประมาทด้วย
ผมเริ่มรู้สึกว่าอาการเจ็บกล้ามเนื้อเล็กๆน้อยๆในหลายๆ ส่วนหายไปเกือบหมด เหลือแค่เข่าซ้ายที่ประคองมาตลอดก็ดีขึ้นเรื่อยๆ
วันนั้นผมเริ่มวิ่งด้วยความเร็วมากขึ้น รู้สึกสนุกและดีใจที่ทำเวลาและได้ระยะทางได้มากกว่าที่คาดไว้
ทุกอย่างดูเหมือนจะนำไปสู่ Happy Ending 🙂

คืนนั้นผมและNgawang ขอพักที่บ้านชาวบ้านหมู่บ้านข้างทาง (Syakharbu) ดีไปหมดทุกอย่าง ที่นอนสบาย มีน้ำร้อนให้เช็ดตัว ได้ซักถุงเท้าและแผ่นรองเท้า(insole) อาหารอร่อย เจ้าของบ้านใจดี มีไฟฟ้าให้ชาร์จ power bank ฯลฯ
ติดตรงที่ว่า เจ้าของบ้านเอา homemade yogurt มาให้กินด้วย
คือช่วงกลางของการเดินทางครั้งนี้ ผมเคยกิน homemade yogurt แล้วมีปัญหาใหญ่มาแล้วครั้งนึงครับ คือเคยมีอาการต่อเนื่องดังนี้
คืนแรก อาเจียรทั้งคืน (อาหารที่กินเข้าไปคืนออกมาประมาณ2kg) รุ่งขึ้น ฝืนเดินได้สองชั่วโมงก็ต้องหยุดพัก1วัน วันที่สามเดินเวียนหัวและยังกินอาหารไม่ได้ วันที่สี่เวียนหัวน้อยลงแต่ท้องเสียต้องแวะถ่ายข้างทางห้าถึงหกครั้ง และตลอดทั้งคืนนั้น วันที่ห้าอาการดีขึ้น แต่เพลียและไม่มีแรงเดิน สรุปมีผลกับร่างกายอย่างน้อย5วัน

ทั้งๆ ที่รู้ ผมก็ยังปฏิเสธไม่ลง เพราะเจ้าของบ้าน อยากให้แค่ลองชิมก็ได้ นิดเดียวเอง โดยรินใส่แก้วเหล้าเล็กๆให้ เทียบกับคราวก่อนที่​ผมกินไป 3ชามใหญ่ๆ แล้ว ก็เลย​คิดว่าคงจะ​ไม่เป็นไร

ตื่นเช้ามาวันที่ 25 พ.ค. รู้สึกกินข้าวไม่ค่อยลง พอเริ่มออกเดินเริ่มรู้สึกปวดท้อง ตามมาด้วยคลื่นไส้เวียนหัว จากนั้น 10ชั่วโมง ผมเดินๆ หยุดๆ อาเจียนเป็นระยะๆ และแวะนอนพัก ตามหมู่บ้านและเต็นท์ข้างทางครั้งละหลายชั่วโมง ได้ระยะทางทั้งวันแค่ 8km จริงๆ ก็ไม่ได้เครียดมากถึงขนาดกลัวจะไม่จบ เพราะมีประสบการณ์มาก่อน อย่างมากพักสองสามวันหรือค่อยๆ เดินช้าๆ สองสามวันก็น่าจะถึงเหมือนกัน
แต่เสียดายและเกรงใจเพื่อนๆ รวมถึง Ngawang ที่่จะต้องรอนาน (จากเดิมที่ควรจะถึง Hilsa ตั่งเเต่วันที่ 25ค่ำๆ หรือ 26สายๆ)

ช่วงบ่ายวันที่ 25 ผมโชคดีเจอกลุ่มตั้งแคมป์ระหว่างทาง ให้น้ำผึ้งแท้มาขวดนึง เย็นถึงค่ำ ผมกินแต่น้ำผึ้ง คืนนั้นก็เริ่มรู้สึกอาการดีขึ้นครับ

ตื่นเช้าวันที่ 26 พ.ค. แม้จะไม่สดชื่น 100% แต่ก็รู้สึกดีขึ้นมาก เริ่มออกเดินแต่เช้าเพลียนิดหน่อย ยังกินอะไรไม่ค่อยลง แต่ใจอยากจะจบวันนี้ให้ได้จะได้ทันเครื่องบินกลับจาก Simikot ที่ต้องเดินย้อนกลับจาก Hilsa สองถึงสามวัน (แต่ผมสัญญากับNgawang ไว้ว่าจะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด โดยเราจะฉลองด้วยการนั่งพาหนะอะไรก็ได้กลับมา Simikot เช่น ม้า ลา รถแทรกเตอร์ ฯลฯ)

คงเป็นเพราะผมได้กินน้ำผึ้ง เป็นพลังงานหลัก กับความตั้งใจมั่นที่จะไปให้ถึง และโชคดีีที่เส้นทางก็ไม่ยากนักด้วยครับ ทำให้จบได้ตอนบ่ายสามโมง

พอถึงที่พักในหมู่บ้าน Hilsa เย็นวันนั้น Ngawang รีบติดต่อ เรื่อง Helicopter ทันที เพราะเป็นยานพาหนะเดียวที่เป็นไปได้ เส้นทางมา Hilsa รถแทรกเตอร์ก็วิ่งไม่ได้ต่อเนื่องครับ แต่มี Helicopter พานักท่องเที่ยวชาวอินเดีย บินจาก Simikot มาHilsa วันละเป็นสิบๆ เที่ยวขึ้นกับสภาพอากาศ
เพื่อนๆ นักวิ่งต่างชาติหลายคนที่มาถึงก่อน พยายามติดต่อเพื่อกลับด้วย Helicopter ที่บินแค่ 20นาทีก็ถึง Simikot แต่โดนเรียกราคา 300-350USD ต่อคน มีบางคนตัดสินใจยอมจ่าย แต่สุดท้าย ต้องรอคิวต่อจากนักท่องเที่ยวอินเดีย นานหลายวันจนต้องยอมเดินกลับไปก่อน
ผมและ Ngawang ติดต่อผ่านนายหน้า รอแค่ 1วัน ค่าใช้จ่ายส่วนของผม 100USD ส่วนของ Ngawang 50USD ค่านายหน้าอีก 30USD รอคิวอยู่ที่พรมแดนติดกับประเทศจีนที่ลมแรงและหนาวมากอยู่เกือบครึ่งวัน เกือบไม่ได้ขึ้นเครื่องเหมือนกัน แต่ก็บินกลับมาถึง Simikot ช่วงบ่ายๆ ของวันที่ 27 พ.ค. ครับ

28 พ.ค. ที่ิ Simikot ผมยังกินอาหารไม่ค่อยได้ และยังถ่ายเหลวอยู่ นั่งๆ นอนๆ อยู่ในห้องพัก สัญญาณอินเทอร์เน็ตก็ไม่มีเหมือนคราวก่อนที่เคยแวะผ่านมา
ก่อนเที่ยง ผมไปเดินหาเพื่อนๆ นักวิ่ง ที่ตอนนี้ทุกคนรวมตัวมาพักที่ Lodge เดียวกัน รอขึ้นเครื่องกลับ Kathmandu วันที่ 29,30 พ.ค. นี้ (ต้องทยอยกลับเพราะที่นั่งบนเครื่ิงบินไม่พอ)

ภาพที่เห็นคือทุกคนนั่งอาบแดดอยู่หน้าที่พัก ผมดีใจมากที่ได้เจอกันพร้อมหน้าพร้อมตาซึ่งก็เหลืออยู่แค่ประมาณ 10กว่าคน (จากที่เริ่มต้นเกือบ40คน) แต่สิ่งที่รู้สึกได้ชัดเจนมากๆ คือ ทุกคนซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัด ได้คุยกัน บางคนบอกว่าน้ำหนักตัวน่าจะลดลงมากกว่า 10กิโลกรัม ประมาณกันว่า โดยเฉลี่ยอย่างน้อยก็ลดลงประมาณ 5กิโลครับ ผมอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย เพราะช่วงหลังๆ ปรับตัวให้กินเยอะแบบคนเนปาล ร่างกายก็ปรับตัวเองด้วยครับ คือจะหิวมากทุกเช้า ระบบย่อยอาหารและการขับถ่ายดีมากแบบไม่เคยเป็นมาก่อน (ยกเว้นตินป่วยเพราะโยเกิร์ตนะครับ^^)
ผมตั้งใจไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้สองสามสัปดาห์แล้วว่า หลังจบจะรีบลดปริมาณอาหารทันที เพื่อไม่ให้เกิด Yoyo effect ที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นทันทีแถมเพิ่มแต่ไขมันอีกต่างหาก ดังนั้นอาการป่วยตอนนี้ ก็อาจถือเป็นเรื่องดีก็ได้ครับ ที่ทำให้ผมยังกินอาหารไม่ลงอยู่ในตอนนี้ อาจจะยากนะครับ แต่จะลองพยายามเพิ่มน้ำหนักช้าๆ ที่ละน้อยอย่างมีคุณภาพ แต่ก็อยากหายเพลียและฟื้นตัวเร็วๆ เหมือนกันครับ ตอนนี้แค่เดินตามทางที่เป็นเนินขึ้นลงในหมู่บ้านก็เหนื่อยจะแย่แล้วครับ 🙂

เขียนถึงตอนนี้ เย็นวันที่ 28 พ.ค. อยากโพสต์เลยแต่ไม่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต
และเพิ่งได้รับรู้ว่าตั๋วของผมที่จะบินออกจากที่นี่ (Simikot) เป็นวันที่ 30พ.ค.ครับ พรุ่งนี้ต้องรออีกหนึ่งวันเต็มๆ เลยครับ

29 พ.ค. ผมกินๆนอนๆอยู่ในที่พัก โชคดีที่เจ้าของ Lodge ใจดีบริการดีมาก ทำอาหารเมนูพิเศษตามความต้องการของผมทุกอย่างอร่อยกินง่าย มีประโยชน์ พลังงานต่ำ ฯลฯ เลยชดเชยความเบื่อลงไปได้บ้าง 🙂

30 พ.ค. Simigot เป็นสนามบินบนเขาครับ คล้ายๆ Lukla ลองนึกภาพว่า runway สั้นๆ อยู่บนเก้าอี้ ตอน landing พุ่งชนพนักพิง (เขา) takeoff หลุดออกมาจากที่นั่ง (หน้าผา)
ลงจอดได้เฉพาะเครื่องบินเล็กๆ ครับ วันนี้เลยต้องมาต่อเครื่องที่ Nepalgunj (250m) ได้เจอสัญญาณอินเตอร์เน็ตเป็นครั้งแรกในรอบสัปดาห์เลยครับ
ตอนนี้อยู่บนเครื่องบินมุ่งหน้า Kathmandu

วันนี้ว่าจะเขียนสรุป หลายประเด็น ก่อนโพสต์ มีหลายเรื่องที่ลิสต์ไว้ แต่รู้สึกว่าจะยาวไปแล้วครับ ขอติดไว้ก่อนครับ (จะสรุปสั้นๆ ให้จบบนเครื่องเลยครับ)

เรื่องสรุปสำคัญที่สุด ได้เขียนความรู้สึกไว้ในตอนต้นของบันทึกนี้แล้ว
อีกเรื่องที่สำคัญพอๆ กัน คือ การวิ่งครั้งนี้ผมมีเป้าหมายส่วนหนึ่งเพื่อประชาสัมพันธ์เรื่อง การให้อย่างยั่งยืน นั่นคือ ควรมีความต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ ผม​ได้​พิสูจน์แล้วจากการ เดินทางอย่างระมัดระวัง ไม่ต้องเร็วครับ แค่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ 48วัน ผมก็ทำสำเร็จได้

ผมได้เรียนรู้เรื่องการให้อย่างยั่งยืนนี้ จากลุงหมอและป้าหมอเคลียวพันธุ์ ผู้ก่อตั้งและดำเนินการทุกอย่างของ มูลนิธิชัยพฤกษ์ ที่ดูแลเด็กกำพร้า อย่างครบวงจร ต่อเนื่องและยั่งยืน
ผมไม่ได้มาประชาสัมพันธ์เรื่องการบริจาคนะครับ แต่ละท่านย่อมมีศรัทธาที่แตกต่างกัน เพียงแต่ถ้ามีโอกาสก็อยากให้มาเรียนรู้วิธีการสร้างกุศลอย่างยั่งยืนที่นี่ และ/หรือจะไปขยายผลต่อกับที่อื่นๆ ทั้งผมและป้าหมอลุงหมอเองก็น่าจะดีใจมากครับ 🙂

“Impossible Run for Possible Dreams (of the children)”
I have made impossible possible.

ติดตามข้อมูล การรายงานล่าสุด และบันทึกทั้งหมดได้จาก
Www.DrJung.run
(By @Thai.run ฮับความสุขของคนรักการวิ่ง)
และ FB: บันทึกสองเท้า Facebook.com/FeetNote

ขอขอบคุณ:
ผู้สนับสนุนหลัก: @Carabao Dang
อุปกรณ์:
@The North Face Thailand
@Black Diamond Thailand
@Garmin Thailand @Garmin Sport
@ThailandOutdoor Shop
@VATEMON’S IN U
@RevvEnergy Thailand
@BananaRun : เรื่องอุปกรณ์วิ่ง เป็นเรื่องกล้วยๆ

Leave a Reply

Your email address will not be published.